You are at:
  • Home
  • Shed Plans
  • วิธีสร้างโรงเก็บของ ด้วยตัวเอง ฉบับละเอียด ทีละขั้นตอน

วิธีสร้างโรงเก็บของ ด้วยตัวเอง ฉบับละเอียด ทีละขั้นตอน

Image

📑 สารบัญ

วิธีสร้างโรงเก็บของ ด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด หากเข้าใจลำดับการทำงานและเตรียมวัสดุให้พร้อม บ้านที่มีพื้นที่จำกัดสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บของได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้รวบรวมขั้นตอนตั้งแต่การวางแผน เลือกขนาด รายการวัสดุพร้อมจำนวน งบประมาณโดยประมาณ การทำฐานราก การประกอบโครงสร้างและหลังคา ไปจนถึงระบบระบายอากาศ การกันชื้น ความปลอดภัย และข้อกำหนดการขออนุญาตก่อสร้าง เพื่อให้คุณลงมือทำได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

วิธีสร้างโรงเก็บของ: เตรียมแผนและเลือกขนาดที่เหมาะกับพื้นที่

วิธีสร้างโรงเก็บของ: เตรียมแผนและเลือกขนาดที่เหมาะกับพื้นที่

ประเมินปริมาณและประเภทของที่ต้องเก็บ

ก่อนลงมือ วิธีสร้างโรงเก็บของ ควรรู้ก่อนว่าจะเก็บอะไรบ้าง ของแต่ละชนิดต้องการพื้นที่ไม่เท่ากัน ลองทำรายการของทั้งหมดและวัดขนาดคร่าวๆ ของแต่ละชิ้น

  • จักรยาน 1 คัน ใช้พื้นที่ประมาณ 0.6 x 1.8 เมตร
  • เครื่องตัดหญ้าและอุปกรณ์สวน ใช้พื้นที่ประมาณ 1 x 1 เมตร
  • ชั้นวางและกล่องเก็บของ ใช้พื้นที่ประมาณ 0.6 x 1.2 เมตรต่อชั้น

เมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว ควรเผื่อทางเดินอย่างน้อย 60 เซนติเมตร เพื่อให้หยิบของได้สะดวก

เลือกขนาดโรงเก็บของที่เหมาะกับพื้นที่

ขนาดที่นิยมสำหรับบ้านทั่วไปมีดังนี้

ขนาด (กว้าง x ยาว) เหมาะกับ
1.2 x 1.8 เมตร เก็บอุปกรณ์สวนขนาดเล็ก
1.8 x 2.4 เมตร เก็บจักรยานและเครื่องมือทั่วไป
2.4 x 3.0 เมตร เก็บของจำนวนมากหรือรถขนาดเล็ก

ข้อควรระวัง: อย่าเลือกขนาดเล็กเกินไปเพราะจะเกิดปัญหาในภายหลัง ควรเลือกขนาดที่ใหญ่กว่าความต้องการปัจจุบันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

แบบแปลนตัวอย่างสำหรับแต่ละตำแหน่ง

พื้นที่สวน: วางโรงเก็บของห่างจากต้นไม้และแนวรั้ว เพื่อให้เข้าถึงได้จากทางเดินหลัก

ข้างบ้าน: ใช้พื้นที่ว่างระหว่างตัวบ้านกับรั้ว ควรเว้นช่องระบายอากาศไว้ด้านข้างด้วย

ลานจอดรถ: ควรวางให้ด้านหน้าเปิดออกโดยไม่บังทางเข้าออกของรถ

ตรวจสอบระยะร่นและข้อจำกัดของพื้นที่

ก่อนลงมือ ให้วัดพื้นที่จริงและทำเครื่องหมายขอบเขตด้วยหลักและเชือก ตรวจสอบระยะร่นจากเขตที่ดินและกฎของท้องถิ่น เพราะกฎแต่ละพื้นที่อาจต่างกัน

เคล็ดลับ: ดูตำแหน่งท่อประปา สายไฟ และรากต้นไม้ใหญ่ก่อนขุดหรือตอกเสาทุกครั้ง

รายการวัสดุและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ พร้อมขนาดและจำนวน

วัสดุสำหรับฐานราก

ฐานรากเป็นส่วนที่ต้องแข็งแรงที่สุด เพราะรับน้ำหนักทั้งหมดของโรงเก็บของ สำหรับโรงเก็บของขนาด 2.4 x 3.0 เมตร มีวัสดุหลักดังนี้

  • ปูนซีเมนต์พร้อมใช้หรือปูนผสมเอง ประมาณ 0.8 ลูกบาศก์เมตร สำหรับพื้นหนา 10 เซนติเมตร
  • เหล็กเส้นกลม RB9 ยาว 6 เมตร จำนวน 6 เส้น วางเป็นตาข่ายระยะห่าง 20 เซนติเมตร
  • ลวดผูกเหล็ก ประมาณ 1 กิโลกรัม สำหรับยึดจุดตัดของเหล็กเส้น
  • ไม้แบบ ขนาดหนา 2 เซนติเมตร ยาว 2.4 เมตร จำนวน 8 แผ่น สำหรับกั้นขอบพื้น

วัสดุโครงสร้าง

โครงสร้างประกอบด้วยเสาและคาน เลือกได้ทั้งไม้และเหล็ก

กรณีใช้ไม้:

  • เสาไม้ขนาด 4×4 นิ้ว ยาว 2.4 เมตร จำนวน 4 ต้น
  • คานไม้ขนาด 2×4 นิ้ว ยาว 3 เมตร จำนวน 4 ท่อน
  • แปหลังคาไม้ขนาด 2×4 นิ้ว วางระยะห่างประมาณ 60 เซนติเมตร รวม 6 ท่อน

กรณีใช้เหล็ก:

  • เหล็กกล่อง 50×50 มิลลิเมตร หนา 1.6 มิลลิเมตร ใช้แทนเสาและคานได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนชิ้นมาก

วัสดุผนังและหลังคา

  • แผ่นซีเมนต์บอร์ด ขนาด 1.2 x 2.4 เมตร หนา 6 มิลลิเมตร จำนวน 6 แผ่น สำหรับผนัง
  • แผ่นไม้อัด หนา 12 มิลลิเมตร จำนวน 2 แผ่น สำหรับบานประตู
  • แผ่นหลังคาลูกฟูก ยาว 2.4 เมตร จำนวน 4 แผ่น ควรทับซ้อนกันอย่างน้อย 15 เซนติเมตร

อุปกรณ์ยึดและเครื่องมือ

อุปกรณ์ยึด

  • พุกเหล็กหรือพุกเคมี จำนวน 8 ตัว สำหรับยึดเสาเข้ากับฐาน
  • ฉากเหล็กยึดมุม จำนวน 8 ตัว
  • สกรูปลายสว่าน ขนาด 3 นิ้ว จำนวนประมาณ 200 ตัว

เครื่องมือ

  • สว่านไฟฟ้า และดอกสว่านสำหรับคอนกรีต
  • เลื่อยวงเดือน สำหรับตัดไม้และแผ่นวัสดุ
  • ระดับน้ำ ลูกดิ่ง และสายวัด
  • รถเข็นผสมปูนและเกรียงฉาบ

เคล็ดลับ: เผื่อวัสดุไว้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสำรองกรณีตัดพลาดหรือวัสดุเสียหาย การเตรียมครบตั้งแต่ต้นช่วยให้ วิธีสร้างโรงเก็บของ ทำได้ต่อเนื่องและไม่เสียเวลาไปซื้อวัสดุกลางคัน

งบประมาณสร้างโรงเก็บของโดยละเอียด และการเปรียบเทียบวิธีก่อสร้าง

งบประมาณสร้างโรงเก็บของโดยละเอียด และการเปรียบเทียบวิธีก่อสร้าง

ภาพรวมต้นทุนวัสดุและค่าแรงต่อตารางเมตร

ก่อนเริ่มคำนวณงบ ควรรู้ราคาโดยประมาณของแต่ละส่วนก่อน ราคาจริงจะต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลา

  • โครงเหล็กกล่อง: 600–1,000 บาท/ตร.ม.
  • หลังคาเมทัลชีท พร้อมโครงหลังคา: 400–700 บาท/ตร.ม.
  • ผนังเมทัลชีทหรือแผ่นซีเมนต์บอร์ด: 300–600 บาท/ตร.ม.
  • พื้นคอนกรีตเทหนา 7–10 ซม.: 500–800 บาท/ตร.ม.
  • ค่าแรงช่างรับเหมา: ประมาณ 500–1,000 บาท/ตร.ม.

ถ้าทำเองทั้งหมด จะประหยัดค่าแรงได้มาก แต่ต้องใช้เวลามากขึ้นและต้องมีเครื่องมือพื้นฐาน

ตัวอย่างงบประมาณสำหรับขนาด 2×3 เมตร และ 3×4 เมตร

โรงเก็บของขนาด 2×3 เมตร มีพื้นที่ 6 ตร.ม. ส่วนขนาด 3×4 เมตร มีพื้นที่ 12 ตร.ม. งบโดยประมาณเป็นดังนี้

รายการ 2×3 เมตร (6 ตร.ม.) 3×4 เมตร (12 ตร.ม.)
โครง เหล็ก และหลังคา 6,000–9,000 บาท 12,000–18,000 บาท
ผนังและประตู 3,000–5,000 บาท 6,000–10,000 บาท
พื้นคอนกรีต 3,000–5,000 บาท 6,000–10,000 บาท
ค่าแรง (ถ้าจ้างช่าง) 6,000–11,000 บาท 12,000–22,000 บาท
รวมโดยประมาณ 18,000–30,000 บาท 36,000–60,000 บาท

หากทำเองทั้งหมด งบจะลดลงประมาณ 30–40% อย่างไรก็ตาม ควรเผื่องบไว้ 10% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

เปรียบเทียบวิธีก่อสร้าง

การเลือกวิธีก่อสร้างมีผลต่อทั้งงบและความทนทาน ดังนี้

  • โครงเหล็กและเมทัลชีท: ต้นทุนต่ำ ประกอบเร็ว เหมาะกับการทำเอง แต่ต้องทาสีกันสนิมเป็นระยะ
  • ระบบบ้านสำเร็จรูป: ราคาต่อตารางเมตรสูงกว่าโครงเหล็ก ราว 1.5–2 เท่า แต่ได้มาตรฐานและติดตั้งเร็ว เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลาลงมือเอง
  • โครงสร้างคอนกรีต: แข็งแรงและอายุการใช้งานยาวที่สุด แต่ต้นทุนสูงที่สุด ราว 2–3 เท่าของโครงเหล็ก และใช้เวลานานกว่ามาก

ดังนั้น หากต้องการเก็บของทั่วไปและงบจำกัด โครงเหล็กจะคุ้มค่าที่สุด

เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายโดยไม่ลดคุณภาพ

  1. ซื้อวัสดุช่วงท้ายปีหรือช่วงโปรโมชัน ร้านวัสดุมักลดราคาเมทัลชีทและเหล็กในบางช่วง
  2. สั่งวัสดุเป็นชุดใหญ่ครั้งเดียว เพื่อลดค่าขนส่งและได้ราคาต่อหน่วยที่ดีกว่า
  3. ใช้เหล็กกล่องที่ได้มาตรฐาน อย่าเลือกเกรดต่ำเพียงเพราะราคาถูก เพราะจะกระทบความแข็งแรง
  4. ทำพื้นคอนกรีตเอง ซึ่งช่วยประหยัดค่าแรงได้มาก
  5. เปรียบเทียบใบเสนอราคาอย่างน้อย 3 ที่ ก่อนตัดสินใจจ้างช่าง

ข้อควรระวัง: อย่าตัดงบฐานรากหรือการยึดโครงสร้างเด็ดขาด เพราะส่วนนี้ช่วยให้โรงเก็บของทนลมและอยู่ได้นาน

วิธีสร้างโรงเก็บของ: ขั้นตอนการทำฐานรากและพื้น

การวางผังและกำหนดจุดอ้างอิง

ฐานการวางผังที่แม่นยำเป็นรากฐานของวิธีสร้างโรงเก็บของที่มั่นคง ฐานที่เอียงจะทำให้ผนังและประตูติดตั้งยาก

ขั้นตอนการวางผัง

  1. ถางวัชพืชและเก็บเศษวัสดุออกจากพื้นที่
  2. ปักหมุดไม้ที่มุมทั้งสี่ตามขนาดที่วางไว้
  3. ขึงเชือกระหว่างหมุดทั้งสี่ด้าน ให้ตึงและอยู่ในระดับเดียวกัน
  4. วัดเส้นทแยงมุมทั้งสองเส้น ถ้าความยาวเท่ากัน แปลว่ามุมฉาก

ตัวอย่างเช่น โรงเก็บของขนาด 2 x 3 เมตร เส้นทแยงมุมควรยาวประมาณ 3.61 เมตร

การขุดหลุมและเทคอนกรีตฐานราก

เมื่อผังถูกต้องแล้ว ให้ขุดหลุมตามจุดที่ปักหมุดไว้ ความลึกทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 40–60 เซนติเมตร

ขั้นตอนการทำฐานราก

  1. รองก้นหลุมด้วยหินคลุกหนาประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วบดให้แน่น
  2. ใส่แบบไม้หรือเหล็กรอบหลุมเพื่อกำหนดรูปร่างฐาน
  3. วางเหล็กเส้นเป็นโครงตาข่ายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
  4. เทคอนกรีตอัตราส่วนซีเมนต์ 1 : ทราย 2 : หิน 3 แล้วใช้เหล็กแทงไล่ฟองอากาศ

อย่างไรก็ตาม คอนกรีตต้องได้รับการบ่มอย่างถูกวิธี การรดน้ำวันละ 2 ครั้งและคลุมผ้าชื้นช่วยป้องกันการแตกร้าว ควรบ่มอย่างน้อย 7 วัน ก่อนรับน้ำหนัก

การทำพื้นคอนกรีตและการปรับระดับ

พื้นคอนกรีตที่ดีควรหนาประมาณ 8–10 เซนติเมตร และมีเหล็กเสริมภายใน

นอกจากนี้ พื้นต้องลาดเอียงเล็กน้อยประมาณ 1–2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้น้ำไหลออกไปยังด้านนอก

ตัวอย่างเช่น หากพื้นกว้าง 2 เมตร ความต่างระดับจากขอบหนึ่งไปอีกขอบควรอยู่ที่ประมาณ 2–4 เซนติเมตร

💡 เคล็ดลับ: ใช้ระดับน้ำ (Water level) ตรวจสอบระดับพื้นทุกจุด ก่อนคอนกรีตจะแข็งตัว

การยกพื้นเพื่อป้องกันความชื้น

เนื่องจากความชื้นจากดินสามารถซึมขึ้นมาทำให้วัสดุเสียหายได้ การยกพื้นให้สูงจากพื้นดินจึงจำเป็น

  • ใช้เสาคอนกรีตหรือตอม่อยกพื้นให้สูงประมาณ 15–30 เซนติเมตร
  • เว้นช่องระบายอากาศใต้พื้นเพื่อให้อากาศถ่ายเท
  • ทาสารกันซึมหรือรองแผ่นพลาสติกกันความชื้นก่อนวางโครงพื้น

⚠️ ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ไม้ที่ไม่ได้อาบน้ำยาป้องกันปลวกและความชื้นมาวางติดกับพื้นคอนกรีตโดยตรง

การประกอบโครงสร้าง ผนัง และติดตั้งหลังคาแบบทีละขั้น

การประกอบโครงสร้างเป็นขั้นตอนที่กำหนดความแข็งแรงและอายุการใช้งานของโรงเก็บของ ดังนั้นควรให้ความใส่ใจกับทุกจุดตั้งแต่ต้น หากมุมคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย ประตูและหลังคาจะติดตั้งยากขึ้นในภายหลัง

ยึดเสาและคานให้ได้ฉาก

เริ่มจากการตั้งเสาหลักทั้งสี่มุมให้ตรงแนวดิ่ง ใช้ ระดับน้ำ (Spirit Level) ตรวจสอบทุกด้านก่อนยึดติด

  • ยึดคานล่างเข้ากับเสาด้วย สกรูหรือโบลต์ขนาดไม่ต่ำกว่า M10
  • เว้นระยะจุดยึดประมาณ 60 เซนติเมตร เพื่อให้โครงแข็งแรง
  • ขันให้แน่นในรอบสุดท้ายหลังตรวจวัดเรียบร้อยแล้ว

ตรวจสอบมุมด้วยทฤษฎีสามเส้า

ทฤษฎีสามเส้า หรือวิธี 3-4-5 เป็นวิธีที่ช่างนิยมใช้ตรวจว่ามุมเป็นมุมฉากหรือไม่ ขั้นตอนมีดังนี้

  1. วัดจากมุมไปตามคานด้านหนึ่ง 3 เมตร แล้วทำเครื่องหมาย
  2. วัดจากมุมไปตามคานอีกด้าน 4 เมตร แล้วทำเครื่องหมาย
  3. วัดระยะระหว่างจุดทั้งสอง ถ้าได้ 5 เมตรพอดี แสดงว่ามุมนั้นเป็น 90 องศา

เคล็ดลับ: นอกจากนี้ ควรวัดเส้นทแยงมุมทั้งสองเส้นของโครง ถ้าได้ความยาวเท่ากัน โครงจะได้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกต้อง

ติดตั้งผนังและประตูให้แข็งแรง

ผนังควรยึดกับโครงทุกจุดด้วยตะปูเกลียวหรือสกรู ตัวอย่างเช่น ผนังไม้อัดควรใช้สกรูยึดห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร

สำหรับประตู อย่าลืมเสริมโครงรอบกรอบประตู เนื่องจากประตูต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกบ่อยครั้ง ควรใช้บานพับที่รับน้ำหนักได้เพียงพอ และติดตั้งกลอนล็อกที่ยึดกับเสาโดยตรง

ข้อควรระวัง: ตรวจสอบให้บานประตูได้ฉากก่อนยึดบานพับถาวร มิฉะนั้นประตูอาจปิดไม่สนิทในอนาคต

ทำโครงหลังคาและความลาดเอียง

โครงหลังคาควรมี ความลาดเอียงอย่างน้อย 15 ถึง 20 องศา เพื่อให้น้ำฝนไหลลงได้เร็ว อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่มีฝนตกหนัก ควรเพิ่มความลาดเอียงให้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น โรงเก็บของกว้าง 2 เมตร ที่มีความลาดเอียง 1 ใน 4 จะสูงต่างกันประมาณ 50 เซนติเมตรระหว่างสองด้าน

ติดตั้งแผ่นมุงและป้องกันการรั่วซึม

ก่อนมุงหลังคา ควรปูแผ่นกันซึมหรือแผ่นรองหลังคาทับบนแป้นไม้ ดังนั้น น้ำที่ซึมผ่านแผ่นมุงจะไม่ไหลลงสู่ภายในโดยตรง

มุงแผ่นจากชายคาด้านล่างขึ้นไปด้านบน และให้แต่ละแผ่นซ้อนทับกันอย่างน้อย 15 เซนติเมตร จากนั้นยึดด้วยสกรูพร้อมแหวนยาง

เคล็ดลับ: ใช้ซีลแลนท์กันน้ำอุดรอยต่อและจุดยึดทุกจุด ซึ่งช่วยป้องกันการรั่วได้ดีในระยะยาว

ระบบระบายอากาศ ฉนวนกันความร้อน และระบบไฟฟ้าในโรงเก็บของ

ระบบระบายอากาศ ฉนวนกันความร้อน และระบบไฟฟ้าในโรงเก็บของ

การออกแบบช่องระบายอากาศ

ความอับชื้นเป็นปัญหาหลักของโรงเก็บของ เมื่ออากาศภายในไม่ไหลเวียน เชื้อราและกลิ่นอับจะเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้นการวางช่องระบายอากาศตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก

หลักการง่ายๆ คือให้อากาศไหลผ่านได้สองทาง

  • ช่องลมด้านล่าง ติดตั้งสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อรับอากาศเย็นเข้ามา
  • ช่องลมด้านบน วางใกล้สันหลังคา เพื่อระบายความร้อนและไอชื้นออกไป

โดยทั่วไป พื้นที่ช่องระบายรวมควรมีประมาณ 1 ใน 100 ของพื้นที่พื้น ตัวอย่างเช่น พื้นที่ 2×3 เมตร ควรมีช่องระบายรวมราว 0.06 ตารางเมตร

การเลือกฉนวนกันความร้อนให้เหมาะกับหลังคา

หลังคาสังกะสีร้อนจัดในช่วงกลางวัน ความร้อนจึงแผ่ลงสู่ภายในได้ง่าย ฉนวนจึงช่วยลดอุณหภูมิได้อย่างชัดเจน

วัสดุที่แนะนำตามประเภทหลังคา

  1. หลังคาสังกะสี: ใช้ฉนวนใยแก้วพร้อมฟอยล์สะท้อนความร้อน ติดไว้ใต้แผ่นหลังคา
  2. หลังคาแผ่นซีเมนต์: ใช้โฟมฉนวนแบบแผ่นแข็ง เพราะทนความชื้นได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ฉนวนต้องไม่ดูดซับน้ำ มิฉะนั้นจะเสื่อมสภาพเร็ว

ข้อควรระวัง: ใยแก้วอาจทำให้ผิวหนังและระบบหายใจระคายเคือง จึงควรสวมถุงมือและหน้ากากทุกครั้งขณะติดตั้ง

การวางระบบไฟฟ้าและสายดินอย่างปลอดภัย

ระบบไฟฟ้าในโรงเก็บของควรมีเพียงไฟส่องสว่างและปลั๊กพื้นฐาน การเดินสายที่ถูกวิธีช่วยป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรและไฟฟ้าดูดได้

แนวทางการติดตั้งเบื้องต้น

  • เดินสายในท่อร้อยสาย PVC และยึดให้เรียบร้อย
  • ติดตั้งปลั๊กสูงจากพื้นอย่างน้อย 1.2 เมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง
  • ติดตั้งเบรกเกอร์กันดูดขนาด 30 มิลลิแอมป์ที่ตู้ควบคุม
  • ฝังหลักดินทองแดงยาวประมาณ 1.5 เมตร เพื่อทำระบบสายดิน

เคล็ดลับ: เลือกโคมไฟและสวิตช์ที่มีค่า IP65 เพราะทนความชื้นและฝุ่นได้ดี

การป้องกันปลวกและแมลงที่ทำลายไม้

ปลวกเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของโครงไม้ หากไม่ป้องกัน โครงสร้างอาจพังเสียหายภายในไม่กี่ปี

วิธีป้องกันที่ควรทำ

  1. เลือกไม้ที่ผ่านการอาบน้ำยากันปลวกแรงดัน
  2. ยกเสาไม้ให้สูงจากพื้นคอนกรีตด้วยแป้นรองกันความชื้น
  3. ตรวจหาท่อดินของปลวกทุก 6 เดือน

ดังนั้น การวางแผนเรื่องวัสดุตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดค่าซ่อมในอนาคตได้มาก

วิธีสร้างโรงเก็บของ อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย: แรงลม มาตรฐานวัสดุ และการขออนุญาต

ออกแบบให้ทนแรงลมและยึดโครงสร้างกับพื้นอย่างมั่นคง

ก่อนลงมือ ควรเข้าใจว่าแรงลมคือปัจจัยที่ทำให้โรงเก็บของพังได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะหลังคาที่ทำหน้าที่เหมือนปีกเครื่องบิน วิธีสร้างโรงเก็บของที่ปลอดภัยต้องคำนึงถึงทั้งแรงดูดและแรงผลักของลม

จุดสำคัญในการออกแบบ

  • ยึดเสาเข้ากับฐาน: ใช้สมอเหล็กหรือเหล็กฝังในคอนกรีต

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างโรงเก็บของ

    ควรเลือกขนาดโรงเก็บของอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน?

    เริ่มจากทำรายการของที่ต้องเก็บและวัดขนาดคร่าวๆ ของแต่ละชิ้น เช่น จักรยาน 1 คันใช้พื้นที่ประมาณ 0.6 x 1.8 เมตร และเครื่องตัดหญ้าใช้ประมาณ 1 x 1 เมตร จากนั้นเผื่อทางเดินอย่างน้อย 60 เซนติเมตร เพื่อให้หยิบของได้สะดวก ขนาดที่นิยมได้แก่ 1.2 x 1.8 เมตรสำหรับอุปกรณ์สวนขนาดเล็ก 1.8 x 2.4 เมตรสำหรับจักรยานและเครื่องมือทั่วไป และ 2.4 x 3.0 เมตรสำหรับของจำนวนมาก ควรเลือกขนาดที่ใหญ่กว่าความต้องการปัจจุบันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต

    โรงเก็บของขนาด 2.4 x 3.0 เมตร ต้องใช้วัสดุอะไรบ้าง?

    วัสดุหลักสำหรับฐานรากได้แก่ ปูนประมาณ 0.8 ลูกบาศก์เมตรสำหรับพื้นหนา 10 เซนติเมตร เหล็กเส้นกลม RB9 ยาว 6 เมตร จำนวน 6 เส้น ลวดผูกเหล็กประมาณ 1 กิโลกรัม และไม้แบบ 8 แผ่น ส่วนโครงสร้างไม้ใช้เสาไม้ 4×4 นิ้ว จำนวน 4 ต้น คานไม้ 2×4 นิ้ว จำนวน 4 ท่อน และแปหลังคา 6 ท่อน ผนังใช้แผ่นซีเมนต์บอร์ด 6 แผ่น หลังคาใช้แผ่นลูกฟูก 4 แผ่น และอุปกรณ์ยึดได้แก่ พุก 8 ตัว ฉากเหล็ก 8 ตัว และสกรูประมาณ 200 ตัว ควรเผื่อวัสดุไว้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อสำรองกรณีตัดพลาด

    ก่อนสร้างโรงเก็บของต้องขออนุญาตหรือไม่?

    ควรตรวจสอบกฎของท้องถิ่นก่อนลงมือทุกครั้ง เพราะข้อกำหนดแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องระยะร่นจากเขตที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบตั้งแต่ขั้นวางแผน ให้วัดพื้นที่จริงและทำเครื่องหมายขอบเขตด้วยหลักและเชือกก่อน แล้วสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นว่าต้องยื่นขออนุญาตหรือไม่ การทำตามกฎตั้งแต่ต้นช่วยป้องกันปัญหาเรื่องการรื้อถอนหรือการร้องเรียนจากเพื่อนบ้านในภายหลัง

    มีข้อควรระวังด้านความปลอดภัยอะไรบ้างเมื่อสร้างโรงเก็บของด้วยตัวเอง?

    ก่อนขุดหรือตอกเสาทุกครั้ง ต้องตรวจสอบตำแหน่งท่อประปา สายไฟ และรากต้นไม้ใหญ่ก่อน เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหาย ฐานรากต้องแข็งแรงที่สุดเพราะรับน้ำหนักทั้งหมด จึงควรยึดเสาเข้ากับฐานด้วยพุกและฉากเหล็กให้แน่น หลังคาลูกฟูกควรทับซ้อนกันอย่างน้อย 15 เซนติเมตรเพื่อป้องกันน้ำรั่ว และควรเว้นช่องระบายอากาศด้านข้างเพื่อลดความชื้นและการสะสมของความร้อน ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยให้โรงเก็บของมั่นคงและใช้งานได้ยาวนาน


Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Image Not Found

CONNECT WITH US

Subscribe to Updates

Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.